I-think


วันนี้มีแขกมานั่งกินที่ร้าน เพื่อฉลองวันเกิดที่ผ่านมากี่รอบปีแล้วก็ไม่รู้ แต่ที่รู้ๆ ไม่น่าจะน้อยกว่าเลข 4 เอาคอมมาตั้งเพื่อร้องคาราโอเกะ เสื้อผ้าหรูหรา นั่งกินอย่างโอ่อ่า เหล้านอก เบียร์ขวดเขียวราคาแพงๆ อาหารทะเลถูกปูพื้นจนเต็มโต๊ะ ทุกอย่างพร้อมสรรพ

แต่ข้าพเจ้าลองมานั่งคิดดู ทำไมคนรวยๆถึงได้ มีซะเกิน เกินจนไม่รู้จะไปทำอะไร เหมือนจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองเสียหมด แต่สำหรับคนที่ไม่มี ก็ไม่มีจริงๆ ไม่มีแม้กระทั่งเงินที่จะเติมน้ำมันรถ ที่จะขี่มาที่ทำงาน

เรามองสายตาของลูกน้อง และยามที่เฝ้าสำนักงานข้างๆ พยายามจับความรู้สึก เรารู้สึกเหมือนกับเขาคิดเช่นเราหรือเปล่า ว่า ทำไมเรารู้สึกแตกต่างจากคนเหล่านั้นนัก ทั้งๆที่ก็อยู่ในประเทศเดียวกัน จังหวัดเดียวกัน อำเภอเดียวกัน ...หรือเพราะชะตาชีวิต และเวรกรรมที่กำหนดคนเราให้แตกต่างกัน

แตกต่างกันซะเกิน...เกินจนรู้สึกว่าตัวเองเป็นพลเมืองชั้นสอง ที่ไม่มีค่าอะไร เหมือนเสียงของพวกเค้าดังกว่า ในการออกความคิดเห็นและจูงใจคนอื่นๆ ทั้งที่อยู่ในสังคมเดียวกัน

เราเองก็เพิ่งเห็น เมื่อมีการเลือกตั้งเทศบาลที่ผ่านมา มีคนรวยมาไหว้เรา....ทั้งที่เราเด็กกว่า..เค้าไหว้แบบกราดเหมือนการยิงปืน อย่างไงอย่างงั้น แต่เราก็รู้สึกตลกสิ้นดี...อยากจะรู้นัก ว่า เค้ารู้สึกอะะไรบ้างไหม ? หรือไม่รู้สึกอะไรเลย...

แต่เราคิดว่า เราจะโทษคนที่รวยกว่า มีมากกว่า เป็นคนไม่ดีไม่ได้หรอกน่ะ เพราะกว่าเค้าจะตั้งตัวมาได้ก็คงต้องมีอุปสรรคเช่นกัน
การที่เค้าจะใช้ของราคาแพงก็ไม่ผิด เพราะการที่เค้าหามามาก ก็ ย่อมหมายความว่าเค้าเองก็มีสิทธิ์ จะใช้เงินที่มีเพดานสูงตามที่เค้าหาได้ อย่างสบายๆ เหมือนกับที่เรามีเงินเดือน 3000 บาท ใส่เสื้อราคา 300 แต่เค้ามีเงิน 300 ล้านบาทจะใส่เสื้อตัวล่ะ 3 ล้านก็ไม่ผิด เพียงแต่เพดานการใช้จ่ายของเราไม่เหมือนกัน

สังคมนี้ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวย ยังมีอยู่สูง สูงจนหน้ากลัว ...แตาเราจะโทษว่ามันไม่ยุติธรมมไม่ได้หรอกน่ะ เพราะความยุติธรรม ของระหว่างชนชั้น มันไม่เคยมีอยู่แล้ว

ถ้ามี...เราคงไม่แตกต่างกันขนาดนี้..ที่เป็นอยู่




 

กระดาษเปล่า เบาปัญญา

posted on 15 Feb 2007 23:02 by asuji7832  in I-think


ในสุญญากาศ ของความคิดที่ว่างเปล่า มีการเคลื่อนไหวหนึ่งที่ดำเนินไป ณ จุดที่อยู่ภายใต้จิตสำนึก หลายครั้งที่มองออกไปยังโลกภายนอก สิ่งมีชีวิตประเภทเดียวกันในหลายๆอิริยาบถ เดินสวนมา และ จากไป ไม่มีใครหยุด ไม่มีใครรับรู้ถึงก้อนมวลที่อยู่ ณ ตรงนี้
เฝ้ามองผู้คนและถามตัวเองว่า ใคร ทำไม ที่ไหน ... อย่างไร วนเวียนไม่มีคำตอบ ยิ่งถาม ยิ่งสงสัยในสิ่งซึ่งไร้ตัวตน ยิ่งถามยิ่งวกวน อยู่กับความคิดที่จมดิ่งอยู่กับสิ่งที่ลอยห่างไป
ฉันกำลังวิ่งตามอะไร....?
กระแสของคลื่นชนพัดฉันมายังจุดๆหนึ่ง ไม่มีใครปราณีในการข้ามหัวกันออกไปแสวงหาในสิ่งที่ดีกว่าคนอื่น คนที่อยู่ข้างหลังคือผู้แพ้
และฉันกำลังจะแพ้
แพ้หัวใจตัวเอง ที่ ไม่มีแรงพอ
เหนื่อย .. เบื่อ .. รู้สึกว่าตัวเองไม่มีอะไรอยู่ในความทรงจำ
เห็นมั้ย.. กระดาษใบสีขาว ที่อยู่ในพานอร่ามเหลืองอันนั้น
ตราประทับบอกการผ่านเกณฑ์ คุณภาพของความเป็นผู้มีปัญญา
แต่ในหัวฉันไม่มีอะไรเลย
ถ้าเทสิ่งที่อยู่ภายในออกมา มันคงเป็นน้ำคลำ ที่ไร้การกรอง
มีแต่เศษ กาก ของความคิดที่ตกค้างและไม่ได้รับคำตอบ อย่างที่ต้องการจะรู้
การศึกษาให้ปัญญา แล้วความรู้คืออะไร ถ้าความรู้คือทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วทำไมความรู้ในแขนงบางอย่างจึงถูกปิดกลั้น ไม่ยอมให้เราเรียนรู้
โลกนี้มีเพียง วิทย์ คณิต ศิลป์ เท่านั้นเองหรืออย่างไร ในชีวิตของความเป็นไป มันมีมากกว่านั้น กฏเกณฑ์ ที่หุ้ม ไปด้วยระเบียบที่รกรุงรัง
พันธนาการความคิดของฉันเอาไว้ในกรอบของความน่าจะเป็นคน

ี้


 

ตามหาปาติหาน

posted on 16 Feb 2007 20:10 by asuji7832  in I-think



ได้ดูโฆษณาตัวนี้เมื่อคืนก่อน แม้ว่าจะจำไม่ได้แล้วว่าเป็นโฆษณาของประกันชีวิตค่ายไหน แต่ที่จำได้คือความรู้สึกมวลรวมที่พุ่งขึ้นมาจุกอยู่ที่อก การเรียกความรู้สึกแบบนี้ออกมาภายในสิบห้าวินาทีทำได้ยาก แต่โฆษณานี้ก็สามารถทำได้ ต้องขอชื่นชม

ปาติหาน=ปาฏิหาริย์
มันคืออะไร เขา(เด็กคนนั้น)ในโฆษณาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร แต่เขารู้ว่าน้องของเขาต้องใช้มันเพื่อยื้อชีวิตออกจากความตาย
ความรัก ความผูกพันธ์หลอมเขาทั้งสองคนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน เพราะปาฏิหาริย์อย่างแรกที่ก่อเกิดก็คือการได้เป็นออกมาเป็นแฝดสองพี่น้อง ไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่จะเกิดคู่กันมา ถ้าไม่ใช่เพราะสร้างกรรมร่วมกันมาจริง โอกาสที่เกิดขึ้นมีเพียง 1 ในล้าน หนึ่งในล้านที่จะได้ปฏิสนธิร่วมกัน

[ปาฏิหาริย์ คือ โอกาสที่มีความเป็นไปได้ หนึ่งในล้าน]

ถ้าโฆษณานี้เป็นเรื่องจริง วันนี้ เด็กคนนั้นคงได้รู้แล้วว่า ปาฏิหาริย์คืออะไร แม้วันที่เขาส่งข้อความสั้นๆไร้เดียงสาออกไปให้ใครที่เขาไม่รู้จัก ด้วยความหวังว่าน้องของเขาจะหายเป็นปกติแล้วกลับมาเล่น กิน นอน ด้วยกันอีกครั้งหนึ่ง กระแสลมของการส่งต่อฟอร์เวิร์ดเมลล์ ที่โบยบินไป....พร้อมกับข้อความที่แนบความหวังไปอย่างเต็มเปี่ยม
จะพาปาฏิหาริย์มาให้เขาจริงๆ ในวันหนึ่ง

[การได้ครองของเล่นเพียงคนเดียว จะไม่สนุกเหมือนในตอนที่เรามีใครสักคนมาคอยแย่ง]

เมื่อพูดถึงปาฏิหาริย์ ก็ต้องคาบเกี่ยวไปกับคำว่าพรหมลิขิต
คำนี้มักใช้กับการเจอความรัก กับใครสักคน
ปาฏิหาริย์ พรหมลิขิต โอกาสที่จะบรรจบกัน หนึ่งในล้าน คือกัน
ไม่มีพรหมลิขิต ไม่เจอปาฏิหาริย์
ไม่เจอปาฏิหาริย์ ไม่เจอพรหมลิขิต
สิ่งที่ผ่านๆไป เราเรียกได้ว่าความบังเอิญ แต่ความบังเอิญ คือสิ่งที่ผ่านไปไม่มีอะไรจริงจัง
แต่การที่บังเอิญได้เจอ ได้รู้จัก จากคนที่วกไปเวียนมา ห่างกันสุดขอบฟ้า ใกล้กันเพียงสายตา โอกาสใดที่นำพา ให้คนสองคนมารักและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน- - -น่าคิด?
มันคงเป็นปาฏิหาริย์ ที่เกิดจากความบังเอิญของพรหมลิขิตใช่มั้ย?
ความน่าจะเป็นที่น่าสนใจ อยู่ที่ทำไมโอกาสหนึ่งในล้านนั้น เกิดขึ้นมากับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน
[เปลี่ยน] เปลี่ยนจากคำว่าฉัน และเธอ เป็นเรา --- เปลี่ยนจากความลำพังเป็นเงาของกันและกัน