ปัจจุบันอีกครั้ง
posted on 30 Mar 2009 14:12 by asuji7832 in My-Life
เวลาข้าพเจ้าเดินทางกลับบ้านที่ต่างจังหวัด ข้าพเจ้ามักจะรู้สึกว่าได้เดินทางกลับไปยังเวลาปัจจุบัน
ความเป็นปัจจุบันที่สอดคล้องกับจังหวะของการหายใจมากที่สุด เวลาที่เดินอยู่เคียงข้างเราไม่ล้ำหน้าให้เราวิ่งตามและไม่เดินช้าจนเรารู้สึกว่ามันช่างว่างเปล่า
ข้อความข้างต้นอาจดูคล้ายว่าคนเขียนกำลังเพ้อเจ้อ แต่สำหรับผู้ที่ใช้ชีวิตในเมืองหลวงหลายๆคนอาจจะรู้สึกได้อย่างกับที่ข้าพเจ้ารู้สึก
ว่าบางครั้งเราเองก็หายใจไม่ทันกับความเป็นปัจจุบันของเราเอาเสียเลย
เหมือนกับว่าเวลาที่เดินอยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่เวลาปัจจุบันแต่เป็นวงล้อที่เราต้องวิ่งให้เร็วขึ้นอยู่ตลอดจนรู้สึกว่าความเร็วที่เกิดขึ้นนั้นกลายเป็นความจริงและเหมือนกับว่ายิ่งเร็วได้เท่าไหร่เราก็เข้าถึงสิ่งต่างๆได้ก่อนใคร
หลายคนที่เหนื่อยกับการวิ่งบนกงล้อนั้น...ข้าพเ้้จ้าก็เช่นกัน
...
ความเร็วเป็นสิ่งที่พิเศษอย่างหนึ่ง มันทำให้เรารูสึกว่าไม่ต้องรอคอย ไม่ต้องใช้ความอดทนมากมายนักในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ความเร็วกลายเป็นจุดดึงดูดด้านการตลาด ยิ่งเร็วมาก คนก็ยิ่งสนใจมาก เราต้องแข่งขันเร็วกันให้มากๆ เพื่อที่จะได้ในสิ่งที่ต้องการได้มากและัไวกว่าคนอื่นๆ
ความเร็วมักขึ้นคู่มากับความเป็นที่หนึ่งเสมอ มิฉะนั้นแล้ว กรีฑาคงไม่เกิดขึ้นที่โอลิมปิกและรถฟอร์มูล่า วัน คงไม่ถูกสร้างขึ้น คนเรามักรู้สึกดีที่ได้นำคนอื่นอยู่ตลอดและคนที่ช้ากว่าก็จะเป็นคนที่วิ่งตามมาข้างหลัง ชีวิตของคนในสังคมทุกวันนี้มันเป็นเช่นนี้จริงๆ
ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เราจะเห็นว่าคนที่พยายามนำคนอื่นอยู่ตลอดเวลามักจะสร้างสถิติความเร็วขึ้นมาใหม่เสมอๆเพื่อให้คนอื่นวิ่งตามได้เร็วขึ้นและที่สำคุญเขาก็จะยังคงเป็นผู้นำเสมอไป ดึงคนอื่นให้เข้ามาพร้อมกำหนดกลไกของเวลาเข้าไปเสียใหม่ ทำให้เราชินกับความเร็วจนรุ้สึกว่ายังสามารถเร็วขึ้นได้อีก..เร็วขึ้นได้อีกไปเรื่อยๆ และจะรู้สึกว่าหงุดหงิดเมื่อเราเหลือเวลามากเกินไป และหาอะไรต่างๆมาทำอีกมากมายจนไม่ว่างพอที่จะมองสิ่งรอบๆตัวว่าเป็นเช่นไร และเรากำลังเป็นอะไรในขณะนั้น
...
ที่ข้าพเจ้าเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นเพราะเมื่อแรกๆที่ข้าพเจ้ากลับบ้าน ข้าพเจ้าหงุดหงิดกับรถโยสารที่ช้าได้ช้าดี ข้าพเจ้าเคยต้องใช้เวลาถึงสองชั่วโมงเพื่อเดินทางจากตัวจังหวัดไปยังบ้านทั้งที่ระยะทางประมาณ 60 กิโลเมตรเท่านั้น สำหรับข้าพเจ้าความช้าอืดอาดเช่นนี้มันช่างน่าเืบื่อหน่ายและน่าอึดอัด
แต่เื่มื่อนั่งไปเรื่อยๆ มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นภูเขาประปราย บ้านเรือน ตลาดที่คุ้นเคยและเส้นทางที่รู้จักแทบทุกเส้นเหลืองที่ขีดผ่าน มันทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกดีขึ้น ลมหายใจของข้าพเจ้าเริ่มผ่อนเป็นจังหวะช้าลงรวมถึงจังหวะของหัวใจอันส่งผลไปถึงชีวิตด้วย มันช้าลงจนรู้สึกทุกอย่าสอดคล้องกันไปหมด
รถช้า เพราะออกช้า รอคนอื่นๆที่กำลังเดินทางมาและมุ่งหน้าไปกับเรา แม้อา่จจะลงก่อนหรือลงหลังแต่เขาก็คือคนคนหนึ่งที่เดินผ่านมา เข้ามานั่งข้างหน้าเรา ข้างหลังเราและข้างๆเรา
รถช้าเพราะต้องคอยรับคนที่ลงระหว่างทางและส่งคนที่จะลงระหว่างทางด้วยเช่นกัน
เราช้าเพราะเรารอกันและร่วมเดินทางไปด้วยกัน แบ่งปันจุดหมายปลายทางและบรรยากาศในรถด้วยกัน เป็นคนจังหวัดเดียวกัน เขตเดียวกัน หมู่บ้านเดียวกัน หรือาจจะเป็นญาติห่างๆที่ไม่รู้จักกัน
อาจจะมีคนที่ถึงจุดหมายปลายทางก่อนด้วยระยะทางที่ใกล้กว่า แต่เราก็ยังรอที่จะเดินทางไปพร้อมๆกัน ไม่เร่งให้คนที่มาข้างหลังวิ่งตามและไม่พยายามจะสร้างสถิติขึ้นมาใหม่ว่าใครไปเร็วกว่าใคร
เราต่างรอซึ่งกันและกัน
....
เพราะส่วนหนึ่ง สิบแปดปีของข้าพเจ้าคือบ้านและท้องถิ่นอันคุ้นเคย ข้าพเจ้าจึงชินกับความช้าอันเคยคุ้นได้ไม่ยากนัก เมื่อเข้ามาอยู่เมืองใหญ่ อะไรๆก็แล่นฉิวทะลุทะลวงเสียหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้คน ข่าวสารข้อมูล การอุปโภคบริโภค และการตื่นจนถึงหลับ จนไชว้ไขวไปกับชีวิตเช่นนั้นแล้วเราก็เหนื่อย เมืองใหญไม่ใช่ว่าไม่ดีแต่เราคุ้นและเคยชินกับความเนิบช้าของวิถีชีวิตที่ฝังลึกเสียจนกอดคอเฮฮากันได้มากกว่าจะวิ่งไล่ตามเตะก้นกับเมืองใหญ่ ซึ่งนี่ก็คือสิ่งที่ข้าพเจ้าเรียกว่าความเป็นปัจจุบัน
ความเป็นปัจจุบันที่เดินไปกับเรา ไม่บีบให้เราต้องวิ่งตามและไม่้ช้าไปจนเรารู้สึกว่ามันว่างเปล่า
...
ความเป็นปัจจุบันของเราที่อยู่ ณ ที่บ้านของเรา อยู่กับตัวของเรา
ปล.แก้ไขเพิ่มเติม 9 เม.ย. 2552

#1 By Glinda The Good on 2009-03-30 15:17