"ผมไม่อยากให้คุณตาย..ที่รัก  มันไม่ควรจะเกิดขึ้นกับเรา"
"ฉันก็เพียงแค่หลับ..เท่านั้น"
คุณคิดว่ามันเป็นเพียงแค่หลับเท่านั้นเองหรือ?"
...

"งั้นคุณก็คิดเสียว่า  ฉันกำลังออกเดินทางไกลก็ได้  มันก็เหมือนกับการล่องเรือ  ที่มีสายลมแห่งโชคชะตาคอยพัดใบเรือให้แล่นไป..."
"แล้วผมล่ะ"
"คุณก็เพียง...ใช้ชีวิตอยู่บนฝั้ง  แล้วก็รอเรือของคุณ"
แล้วผมจะได้พบกับคุณมั้ย...เราจะได้พบกันหรือเปล่า"
"ก็แล้วแต่สายลมแห่งโชคชะตาของคุณ และ ของเรา..."

...


ภาพยนตร์เรื่องนี้ปิดฉากลงด้วยความตายของผู้หญิงซึ่งเป็นตัวเอกของเรื่อง   ไฟภายในโรงภาพยนตร์ค่อยๆสว่างๆขึ้นขณะที่เสียงเด้งของเก้าอี้เริ่มดังกระจายไปทั่วห้อง   หญิงสาวคนหนึ่งลุกขั้นและเดินออกไป  ความคิดเกี่ยวกับประโยคสุดท้ายของตัวละคนยังถามตัวเธอเองอยู่ตลอดจนกระทั่งหนังจบลงไปแล้ว
"การตายก็เป็นเพียงการหลับแล้วตื่นขึ้นมาเดินทางต่อจริงๆหรือ"
หากเสียงโทรศัพท์ไม่ดังขึ้นขัดเสียก่อน  ความคนคิดอันฟุ้งซ่านของเธอ ก็คงไม่สะดุดลง
"ฮัลโหล  ว่าไง"
"หนังเป็นอย่างไงบ้าง...ขอโทษน่ะที่ไปไม่ได้  ติดงานด่วนจริงๆ"เสียงชายหนุ่มกรอกเสียงมาตามสาย
"ก็ดี  ไม่เป็นไรหรอก.."
หลังจากพูดต่ออีกสองสามคำเธอก็วางสายลง  แล้วเมื่อหันไปเห็นโปสเตอร์ที่ขึงไว้ตรงหน้าโรงหนัง  มันก็ทำให้ความคิดที่สะดุดลงไปเมื่อครู่ กลับเข้ามาอีก
"ก็แค่หลับไป..."
"เหมือนเดินทางไกล"
"แค่นั้นจริงเหรือ?"

ถ้าหากเหมือนกับเป็นการเดินทางไกลโดยเรือของตนที่มีสายลมแห่งชะตาพัดพาไปจริงๆ  เธอเองก็อยากจะรู้ว่า  เธอนั้นจะได้ไปที่ใด เกาะแก่งแห่งไหนที่วิญญาณจะได้ไปอยู่ ณ เกาะแก่งแห่งใด
ขณะที่เธอยืนรอรถประจำทางหน้าโรงหนัง  ก็พลันมีเสียงหวอของรถกู้ภัยดังแว่วขึ้นมา...
บางครั้งเธอก็รู้สึกว่าสายลมแห่งความตายได้ปะทะกับหน้าเธออยู่บ่อยๆ  คนเรา ทุกชีวิต ต่างถูกฤดูกาลแห่งการจากลา ปลิดทิ้งลมหายใจอยู่เป็นห้วงๆ
เธอเองจึงอยากจะคิดไปว่า"ก็แค่หลับ..และตืนมา ณ ที่ดินแดนแห่งใดสักแห่ง"
เมื่อกลับมาถึงบ้าน  เสียงข้อความเข้าของโปรแกรมสนทนาก็ดังขึ้นมาเมื่อเธอคลิกเปิดขึ้นก็ปรากฏข้อความว่า
"เย็นวันศุกร์นี้ว่างมั้ย?"  ข้อความจากชายหนุ่มคนเดิมที่เธอคุยโทรศัพท์เมื่อบ่ายนี้
เธอจึงตอบกลับไปว่า "ว่าง  มีอะไรเหรอ"
"จะไปหา  อย่าไปไหนน่ะ"
"อืม"

หากความรักเป็นนามธรรม  ชายหนุ่มคนนี้ก็คงเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้  ผู้ชาย - เพศตรงข้ามที่เคลื่อนย้าย วูบไหว ไหวหวั่นได้เช่นเดียวกับเธอ  หลายครั้งที่เธอรู้สึกว่า  สิ่งที่เป็นนามธรรมอันประกอบไปด้วยความรู้สึกที่เรียกว่ารักมันได้หายไปสิ้นแล้ว  เหลือเพียงแต่รูปที่ยืนหายใจ มีชีวิตและดำเนินคู่กันมาเคียงข้างกับเธอ  มันจะผิดอะไรหากทุกๆสิ่งล้วนหล่นหาย ตายจากปลิดปลิวหลุดล่วงไปได้  ความรักก็คงไม่ต่างกัน 
นี่คงเป็นการปลอบใจตนเองอย่างหนึ่ง  หากสักวัน วันที่รูปธรรมแห่งรักนี้มิเหลือสายใยอันพร้อมจะพันผูกซึ่งความผูกพันไว้ได้  จำต้องห่างหายลาจากเปลี่ยนแปลงเป็นอื่นไปในสักครั้ง

บางทีในขณะนี้ความรักของเราก็คงจะกำลังเตรียมตัวเดินทางไกล  กำลังจะไปช้าๆ เหลือเพียงควมทรงจำ  เพียงนึกถึงแค่นี้เธอเองก็อยากจะให้เวลานั้นหยุดหมุน  แต่ใจของเธอเองต่างหากที่ควรจะหยุดก่อน ไม่ใช่หยุดกาลเวลา

....

"เชื่อเรื่องการตายหรือเปล่า?" เธอถามขึ้นเบาๆขณะนั่งดูรายการโปรดทางโทรทัศน์ด้วยกัน
"หืม..อะไรน่ะ"  เขาละสายตามาพร้อมกันทวนคำถามอีกที
"เราถามว่า เชื่อเรื่องการตายหรือเปล่า?"
"เชื่อ ก็เห็นว่ามันเกิดขึ้นทุกวัน...ถามทำไมเหรอ?"
"เปล่า..เมื่อวานก่อนที่ไปดูหนังมา  เขาบอกว่าการตายก็แค่การเดินทางไกล"
"เหลวไหลน่า....เดินทางไกลไปไหนล่ะ  นรก หรือสวรรค์กัน"
"ก็ไม่รู้"
การสนทนาสั้นๆจบลงเพียงเท่านั้น

 ....


"เรากำลังจะตายใช่หรือเปล่า"เสียงชายหนุ่มถามหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ
"ไม่รู้..แต่ไม่อยากให้เกิด"
"ความตายเป็นแค่การเดินทางไกลแค่นั้นจริงๆหรือ?.....ลองเล่าเกี่ยวกับคำพูดที่เธอเอามาจากหนังเรื่องนั้นให้เราฟังหน่อยได้มั้ย"
เมื่อเขาขอร้อง  เธอเงียบไปครู่หนึ่ง
"....เขาบอกว่า...การตายก็เป็นเพียงแค่การหลับ  หรืออาจจะเป็นการเดินทางไกล ไกลมากๆ  แม้แต่ตัวเราเองก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าจะไปในทิศทางไหน"
"แล้วไงต่อ"  สายตาของชายหนุ่งเริ่มหลับลงช้าๆ
"จะมีเรือของเรามารับ  และพัดพาเราออกเดินทางด้วยสายลมแห่งชะตา"
"แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า เรือของเราจะพัดพา หันเห หรือเทียบที่ฝั่งใด
"ไม่ม่ใครรู้..ก็แล้วแต่สายลมแห่งชะตาจะพาไป"
"เหรอ....เราว่าเราเห็นเรือของเราแล้ว"
.....

แม้กระทั่งได้อยู่จนกระทั่งร่างนั้นเหลือแต่ความเย็นชืด
เธอเองก็ไม่รู้ว่าการตายนั้นคืออะไร
เป็นหน้าที่ของทุกๆคนหรือเปล่า  เป็นแค่เพียงการเดินออกทางไกลเท่านั้นใช่มั้ย...

เราต่างสงสัย และหวาดกลัว
กลัวในสิ่งที่รู้ว่าต้องมาแน่ๆ  แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่
เรากลัวความตาย เพราะไม่เคยมีใครกลับมาบอกเรา
ว่าหลังจากหลับไป  อะไรคือสิ่งที่เกิดขึ้นและดำเนินต่อไป

....

"ฉันกำลังยืนอยู่บนฝั่ง  รอเรือของฉันอย่าเงียบๆ"  เธอเอ่ยกับตนเองขึ้นมาในใจ
และฉัน ก็อยากรู้ว่าสายลมแห่งชะตา  จะพัดพาเรือของฉันไปในทิศใด  ทางไหน
ฉันเพียงแค่ยืนรอเรือของฉันอยู่บนฝั่ง....ส่วนเรื่องที่เรือของเราจะได้พบพามาเจอกันหรือไม่นั้น
"ก็แล้วแต่สายลมแห่งโชคชะตาเถิด"

 

 

 

thank for Photo
 

Comment

Comment:

Tweet

เช่นนั้นแหละ

#8 By s.mile on 2009-01-24 20:17

ตอนต้นต้นได้อารมณ์มากค่ะconfused smile

#7 By oldme on 2009-01-04 18:21

cuz the time goes by...

เพราะเวลา ต้ิองผ่านไป

ความตายสายลมต้องพัดผ่าน..

การเดินทางคร้ั้งใกญ่ที่เรียกว่า ความตายนั้นบ้างว่า

"เบาบางราวตะกั่ว หนักเหมือนปุยนุ่น"

อ่านไม่ผิดหรอก...

ชีวิตมันก็ขัดแย้งแบบนนี้แหละ

#6 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2008-12-15 10:41

ประโยคสนทนาที่ต้นเรื่อง มาจากหนังเรื่องอะไรคะ
ทำไมฉันรู้สึกคุ้นจัง embarrassed

#5 By นกไร้ขา on 2008-12-12 10:56



คลื่น)))) )) ) "ค่อย ค่อย"

I\
I \
I---
กระทบเรือ\__I_______/







เรือ "ค่อย ค่อย"
กระทบฝั่ง ......




"ค่อย ค่อย"
ไปตามกาลเวลา

#4 By JIIPZOE (203.131.211.136) on 2008-12-10 01:15

ผมเชื่อว่า ..

ความตาย .. เป็นเพียงการเปลี่ยนผ่าน .. จากสภาวะหนึ่ง .. ไปสู่อีกสภาวะหนึ่ง

บางที .. เราอาจเพียง .. แวะมาเดินเล่นเพียงชั่วครู่บนโลกใบนี้ .. ก่อนจะจากไปเพื่อกระทำภารกิจที่แท้จริงต่อไป

ความไม่รู้ .. ก็มีเสน่ห์ของมันเอง .. เช่นกัน

big smile

#3 By แรงใจไฟฝัน on 2008-12-03 17:17

"ความตาย" เป็นความแน่นอนที่ทุกคนต้องพบเจอ แต่ทว่าความแน่นอนนี้กลับสร้างความรู้สึกเจ็บปวดกับคนที่ยืนอยู่เบื้องหลังยิ่งนัก

เคยนั่งนึกเล่นๆนะคะว่า คนที่ออกเดินทางไปแล้วเค้าจะมีโอกาสได้ชื่นชมความงดงามของท้องฟ้ายามค่ำคืนหรือเปล่า sad smile

#2 By ป้าหมู on 2008-12-03 08:21

อยากออกเดินทาง

แต่คนที่อยู่บนฝั่งล่ะ

จะเปนเช่นไร

ถ้าสูญเสียความหวัง

และความภาคภูมิใจไปแล้ว

คิดถึงตากับยายจัง

#1 By แม่พุดจีบ on 2008-12-03 01:50