ข้าพเจ้าพูดไม่ได้เต็มปากนักว่าเป็นคนอุดมไปด้วยความรัก
อาจเป็นเพราะบางครั้ง เราไม่ได้ดำเนินชีวิตด้วยความรัก
แต่เราใช้ชีวิตโดยใช้พลังแห่งความเกียจชังเป็นแรงผลักดัน
หลายๆครั้ง ไฟอิจฉามันก็มอดไหม้ตัวของเราเอง
แต่เรามักไม่เคยโทษตนเป็นอันดับแรก และความผิดมักจะถูกผลักไส
ผลักไสให้เป็นความผิดของสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ตัวเรา
และเราไม่ใช่คนที่ผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ สิ่งอื่นต่างหากที่ทำให้เราทำอะไรผิดๆ...
เรามักจะเชื่อเช่นนั้น และยอมจำนนกับความผิดของตนเองก็ต่อเมื่อเข้าเนื้อตนจริงๆ
ข้าพเ้จ้าเห็นว่า คนที่ดำรงชีวิตด้วยความโกรธเกลียดไม่ใช่คนผิด
แต่คนที่รู้ตัวว่าผิดแต่ไม่ยอมรับต่างหากที่ผิด
อาจเป็นเพราะ...ข้าพเจ้าคิดว่า โดยปกตินิสัยของคน ควรจะมีความรับผิด - รับชอบในสิ่งที่ตนกระทำ
เนื่องจากการกระทำของเรา บางครั้งอาจจะเป็นลูกขาวของสนุ้กที่ไปกระทบลูกอื่นๆอีกก็ได้ โดยที่บางคราวผลกระทบของมันอาจจะนอกเหนือไปจากทิศทางที่เราอยากให้มันเกิดขึ้นหรือพาไป และสุดท้ายไม่ว่าลูกจะลงหลุมหรือไม่ เราก็ควรยอมรับ ไม่ใช่พูดจาแก้ตัวพร้อมกับขอวางลูกใหม่ ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย แถมยังเสียความน่าเชื่อถือของตนไปโดยเสียเปล่าอีกด้วย
เมื่อทำผิดไม่อยากนักหรอกที่จะกล่าวคำว่า ขอโทษ
เพราะคำคำนี้ ไม่ใช่คำต้องห้ามหรือเมื่อพูดออกมาก็ไม่มีใครต้องเสียชีวิต
แต่ถ้าหากไม่พูดออกมา อาจจะมีคนต้องเสียชีวิตเพราะช้ำใจตายกับความไร้น้ำใจ
และถ้าหากเราพาตัวเองไปในจุดที่พลาด
ก็ไม่ยากที่จะพูดกับตัวเองว่า ช่างมัน
คนที่พลาดไม่ใช่คนผิด
แต่คนที่ผิดคือคนที่ไม่ยอมรับในสิ่งที่พลาด
เราต่างก็เจอทั้งสิ่งที่ผิดและสิ่งที่พลาด
มันก็คงไม่ยาก ที่จะพูดว่า ขอโทษ กับตัวเอง
เหมือนกับคำที่ว่า " เราต้องwrong จนกว่าจะเจอกับสิ่งที่ใช่ "
โดยปกติแล้วธรรมชาติก็ ทำให้เรารับผิดชอบในสิ่งที่เราทำอยู่แล้ว (ด้วยฏกแห่งกรรมน่ะนะ)
ดังนั้นมันจึงขึ้นอยู่กับว่า เราเรียนรู้จากข้อผิดพลาดมากแค่ไหน และก็ เรารู้สึกพอใจที่คำว่า "ใช่" เมื่อไหร่ มั้งครับ
#1 By Crozzax on 2008-04-04 22:03