(1.)
ในการแข่งขันที่ใช้พละกำลัง หรือฝีมือที่มาจากฝีตีนของร่างกาย ข้าพเจ้ามักจะมาที่อันดับห่วยสุด
ในชีวิตนี้ประจำการอยู่ที่สามอันดับ คือ บ๊วย รองบ๊วย และก่อนรองบ๊วย
ไม่เคยมีครั้งไหนที่โชคหรือพระเจ้าจะช่วย เพราะข้าพเจ้าอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นผู้ทุรพลภาพทางการกีฬาโดยถาวร
และัขอย้ำ ถาวรในทุกประเภทและทุกชนิด
ในชีวิตนี้ถ้าใครถามว่าชอบเล่นกีฬาอะไรมากที่สุด ก็คงตอบว่า เปตอง
เพราะมันไม่ยาก...แค่เหวี่ยงๆ ไปให้ใกล้ๆแก่นก็ได้แต้ม
และแน่นอนแม้ว่าจะเล่นได้ไม่ยากขนาดนี้ แต่ก็ไม่เคยได้รางวัลอะไรติดมือมาสักที
ข้าพเจ้าคงพิการและทุรพลภาพทางกีฬาโดยถาวรจริงๆ
หากมีถ้วย จาน ชาม หรือโล่มอบให้แก่คนที่ได้สามอันดับข้างต้น
ตู้รางวัลของข้าพเจ้าก็คงเต็มไปด้วยถ้วย โล่ จาน ชาม เหมือนกับชาวบ้านเขาเหมือนกัน
แต่ไม่ใช่รางวัลที่เข้าถึงเส้นชัยเป็นคนแรก
แต่เป็นรางวัลชื่นชมที่ยังสามารถพาสังขารผ่านเส้นชัยมาได้
แต่เวลาใครเข้ามาถามว่าภูมิใจมั้ย...ข้าพเจ้าว่าเก็บไว้ในลิ้นชักชั้นในสุดดีกว่า
(2.)
ชีวิตเด็กมอหก ชีวิตที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน
แม้ว่าคุณจะไม่ต้องการลงแข่งก็ตาม แต่คุณก็จะถูกระบบการศึกษาถีบส่งคุณอย่างนิ่มๆแต่รุนแรงให้คุณลงไปที่สนามจนได้
และคุณจะพบว่า ชีวิตนี้เด็กมอหกไม่ได้มีแต่ห้องครูวารีของคุณเพียงห้องเดียว แต่ยังมีเด็กมอหกชะตากรรมเดียวกับคุณอีกหลายโขยง ที่พร้อมจะเหยียบหัวคุณขึ้นไป
โดยเฉพาะพวกเด็กคงแก่วิชา อาคมเก่งกล้า และวิชาการเป็นเลิศ
พวกนี้เพียงย่างกรายเข้ามาในห้องสอบก็สามารถทำให้คนอื่นขนจมูกฝ่อลงได้ทันที
เพราะรัศมีฉายแสงเปร่งปรั่ง ราวกับพระสังข์ถอดรูป
ขณะนี้ข้าพเจ้ากำลังนั่งรอเวลาเข้าห้องสอบ
เด็กมอหก หลากหลายที่มาเริ่มทะยอยกันมาไม่ขาด
บ้างนั่งเบ๊นซ์มาจอดหน้าอาคาร บ้างเดินมากับผู้ปกครอง บ้างก็มีเพื่อนพ้องมาเป็นเพื่อน
แลดูอบอุ่นและสนุกสนาน และข้าพเจ้าล่ะ...ไม่มีใครเลย
ข้าพเจ้านั่งมองนาฬิกาไปเรื่อยๆ เหมือนแต่ละนาทีช่างยาวนานปานว่ายน้ำข้ามสีทันดร
เด็กเซ็นต์ก็ขาวน่ารัก เด็กโรงเรียนสตรีก็ผมยาวสลวย
แล้วเราหล่ะ....(ข้าพเจ้าสะบัดหัวไล่ความคิดอันน่ารำคาญ แล้วเดินออกไปยังโรงอาหารที่อยู่ตรงกันข้าม)
(3.)
คิดไปพลางๆ และนึกขึ้นได้ว่าในชีวิตนี้เคยชนะ เข้าวินกับเขาอยู่ครั้งหนึ่ง
แม้มันจะนานมาก จนแทบจำไม่ได้แต่ก็พอรู้
ตอนที่วิ่งแข่งกับพี่ๆน้องๆญาติๆอีกไม่รู้กี่แสนตัว ก่อนปฏิสนธิเกิดเป็นตัวเป็นตน
นั่นคือการแข่งขันครั้งแรกที่จบลงด้วยชัยชนะ และไม่เคยมีการแข่งขันแบบนี้อีกเลยในชีวิต
แต่ครั้งนี้ ข้าพเจ้าอุปมาคนอื่นๆที่เข้าสอบเป็นตัวชนิดเดียวกัน
และุทุกคนกำลังมุ่งสู่ เส้นชัยของการแข่งขันพร้อมกับข้าพเจ้า
นั่งนึกไปเขียนไปก็พาลขำ..นี่ข้าพเจ้าคิดได้ยังไงกัน
คงหวั่นไหวไปกับจำนวนผู้คนจนต้องปลอบใจตัวเอง ด้วยมุกที่นึกเอง ขำเองแบบนี้แล้วหรือไร?
ใต้่อาคารมหามกุฏ
วันที่ 25 ต.ค.2550
วันที่บรรยากาศดีแต่อารมณ์มืดครึ้มเหมือนเงาใต้ร่มไม้
ไม่มีทางรู้หรอกว่าคุณจะแพ้ หรือชนะ
ตัวคุณเท่านั้น ที่จะตัดสินผลของการแข่งขัน
ถ้าคุรแพ้ คือแพ้ ถ้าคุณชนะ คือชนะ
ถ้าแพ้ ไม่ใช่เพราะคู่แข่งเก่งกว่าคุณ
แค่คุณไม่สามารถพอเท่าคู่แข่งครับ
#1 By แดนไกล ไลบีเรีย on 2007-10-26 16:18