รถประจำทางกับการเดินทางของความคิด
posted on 26 Aug 2007 20:20 by asuji7832 in I-think
"การเดินทางช่วยเปิดกะบาลให้ข้าพเจ้า
ขอบคุณความจำเป็นที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกดีกับสิ่งที่ไม่สามารถลิขิตได้
และขอบคุณผู้คนทั้งหลายที่ช่วยให้คำตอบของการมีชีวิตอยู่
แม้ว่าคุณจะไม่รู้ตัวเลยก็ตาม ว่าบางครั้งคุณเป็นครูที่มีค่าของผู้อื่น
เพราะผู้อื่น มีกำลังใจในการก้าวต่อไปเพราะคุณ
และเรียนรู้สัจธรรมของชีวิตจากคุณ"
...
ข้าพเจ้าจบข้อความในสมุดบันทึกด้วยตัวหนังสือโย้เย้ ที่สั่นโคลงไปตามจังหวะของตัวรถ
ข้อความจบสิ้นที่บรรทัดท้ายสุดของสมุดบันทึกปกสีน้ำตาล แต่การเดินทางในรถคันแดงเก่าๆของข้าพเจ้ายังไม่จบ
ข้าพเจ้าก้าวเท้าขึ้นรถประจำทางด้วยอารมณ์ที่ไม่ประสบดีนัก
นั่งลงบนที่ที่ไร้คนจองพร้อมกับวางกระเป๋าไว้บนที่ ที่นั่งเหลือ
ในผู้คนมากมาย ข้าพเจ้ากลับปลีกตัวเองออกมาจากฝูงชน
ท่ามกลางคนร่วมทางมากมาย แต่ข้าพเจ้ากลับไม่รู้สึกถึงเพื่อนร่วมทาง
...
ผู้โดยสารหน้าใหม่ทะยอยขึ้นมากันอีก
หากแต่ข้าพเจ้าก็ยังนั่งไม่รู้เห็นชีวิตใครอีกต่อไป
กระเป๋าใบเดิมยังคงกั้นที่ไว้ไม่ให้ใครมายุ่ง
แดดในตอนบ่ายยังคงร้อนแสบผิวต่อไป
เหมือนยิ่งแผดเผาเท่าไหร่ ก็ยิ่งระเหยน้ำใจข้าพเจ้าขึ้นเป็นไอไปในอากาศ
จนกระทั่ง.. "พี่สาวคร้าบ มีใครนั่งมั้ยคร้าบ..."
เด็กประถมประมาณป.สองคนนึง กับ ป.สามคนนึงยืนอยู่ข้างๆกระเป๋าข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าสะดุ้งออกจากความคิดที่ล่องลอย พร้อมกับยกกระเป๋าขึ้นมาไว้บนตัก
เด็กสองคนนั่งเบียดกันในเบาะอันเดียว
ในขณะนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกว่า นรกกำลังมาเยือน
...
เสียงถุงพลาสติกดังกรอบแกรบ เด็กผู้ชายที่อายุน้อยกว่าดึงหนังสือสุภาษิตสำนวนไทยขึ้นมาดู
พี่ชายหรืออาจจะเป็นลูกพี่ลูกน้องชะเง้อหน้าเข้ามาดูด้วยความสนใจ
ทั้งสองคนนั่งมองภาพประกอบพร้อมกับชี้ภาพต่างๆอย่างสนุกสนาน
เสียงหัวเราะคิกคักเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ
"ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่....นี่ๆดูนมไก่ซิ มีสองอันเอง ลูกตั้งสามตัว"
"อันนี้เขาเปรียบเทียบ ไก่มีนมที่ไหนเล่า" เด็กผู้ชายที่โตกว่า พูดแย้งขึ้น
เด็กชายทั้งสองนั่งพิจารณาภาพพร้อมกับเด็กผู้ชายตัวเล็กหัดอ่านประกอบไปด้วย
บางครั้งก็อ่านผิด บางครั้งก็อ่านถูก ด้วยเสียงอันดัง ผิดทีถูกทีก็ได้ยินไปทั่วทั้งรถ
ผู้คนต่างนั่งฟังเด็กทั้งสองอ่านหนังสือสำนวนไทยอย่างตั้งใจโดยไม่รู้ตัว และแต่ละคนก็อมยิ้มไปตามความไม่ประสีประสาของเด็กชายสองพี่น้อง
ข้าพเจ้าก็ด้วย
...
รถประจำทางจอดเลยทางเข้าบ้านเด็กทั้งสองคนมาหน่อยนึง เป็นเพราะเด็กทั้งสองมัวแต่อ่านหนังสือเล่นกันจนเกินไปเสียเพลิน จนลืมกดกริ่ง
"ถึงแล้วหรอ ไวจังเลยวันนี้" เด็กผู้ชายตัวเล็กหันไปบ่นกับเด็กผู้ชายที่ดูอายุมากกว่าแล้วก็วิ่งลงไปจากรถพร้อมกันทั้งคู่
"เออ ไอ้เด็กสองคนนี่มันน่ารักดีเนอะ"เสียงป้าคนที่นั่งข้างหน้า พูดลอยขึ้นมา
...
เด็กทั้งสองคนทิ้งสิ่งหนึ่งไว้ในรถโดยไม่รู้ตัว
ทั้งสองทิ้งรอยยิ้มและความสุขเล็กๆไว้ให้กับทุกๆคน รวมทั้งข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าก็อยากจะบอกกับเด็กทั้งสองเหมือนกันว่า
"การเดินทางของข้าพเจ้าก็สั้นลงเช่นกัน เพราะเวลาแห่งความสุข มักผ่านไปเร็วเสมอ"
ยังเหลืออีกหลายหลักกิโลเมตรกว่าจะถึงที่หมาย
ข้าพเจ้าหยิบสมุดบันทึกขึ้นมา เปิดไปในหน้าที่ว่างอยู่
สำนึกความเป็นคนของข้าพเจ้ากลับมาเช่นเดิมเมื่อข้าพเจ้าได้บันทึกสิ่งที่พบเห็นกับตัวเอง
เมื่อมองไปในที่นั่งในรถคันเดียวกัน
ข้าพเจ้าพบเห็นเพื่อนร่วมทาง
และรู้สึกว่าวันนี้รถโดยสารไม่ได้วิ่งช้าไปอย่างที่ข้าพเจ้าเคยรู้สึก
แต่ไปด้วยความเร็วกำลังดี
ดีพอที่ข้าพเจ้าจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้าโดยไม่ลืมจิตสำนึกที่ดีไว้ข้างหลัง
และเร็วพอที่ข้าพเจ้าจะได้มองหน้าต่างข้างๆแล้วเห็นความเป็นไปของผู้คน
ที่โดนข้าพเจ้าสังเกตโดยไม่รู้ตัว

ชอบการเขียนสไตล์นี้จัง ขอแอดไว้นะคะ
#1 By TangMay on 2007-08-26 20:41