"การเดินทางช่วยเปิดกะบาลให้ข้าพเจ้า

ขอบคุณความจำเป็นที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกดีกับสิ่งที่ไม่สามารถลิขิตได้
และขอบคุณผู้คนทั้งหลายที่ช่วยให้คำตอบของการมีชีวิตอยู่

แม้ว่าคุณจะไม่รู้ตัวเลยก็ตาม ว่าบางครั้งคุณเป็นครูที่มีค่าของผู้อื่น
เพราะผู้อื่น มีกำลังใจในการก้าวต่อไปเพราะคุณ
และเรียนรู้สัจธรรมของชีวิตจากคุณ"
...
ข้าพเจ้าจบข้อความในสมุดบันทึกด้วยตัวหนังสือโย้เย้ ที่สั่นโคลงไปตามจังหวะของตัวรถ
ข้อความจบสิ้นที่บรรทัดท้ายสุดของสมุดบันทึกปกสีน้ำตาล แต่การเดินทางในรถคันแดงเก่าๆของข้าพเจ้ายังไม่จบ

ข้าพเจ้าก้าวเท้าขึ้นรถประจำทางด้วยอารมณ์ที่ไม่ประสบดีนัก
นั่งลงบนที่ที่ไร้คนจองพร้อมกับวางกระเป๋าไว้บนที่ ที่นั่งเหลือ
ในผู้คนมากมาย ข้าพเจ้ากลับปลีกตัวเองออกมาจากฝูงชน
ท่ามกลางคนร่วมทางมากมาย แต่ข้าพเจ้ากลับไม่รู้สึกถึงเพื่อนร่วมทาง
...
ผู้โดยสารหน้าใหม่ทะยอยขึ้นมากันอีก
หากแต่ข้าพเจ้าก็ยังนั่งไม่รู้เห็นชีวิตใครอีกต่อไป
กระเป๋าใบเดิมยังคงกั้นที่ไว้ไม่ให้ใครมายุ่ง
แดดในตอนบ่ายยังคงร้อนแสบผิวต่อไป
เหมือนยิ่งแผดเผาเท่าไหร่ ก็ยิ่งระเหยน้ำใจข้าพเจ้าขึ้นเป็นไอไปในอากาศ
จนกระทั่ง.. "พี่สาวคร้าบ มีใครนั่งมั้ยคร้าบ..."
เด็กประถมประมาณป.สองคนนึง กับ ป.สามคนนึงยืนอยู่ข้างๆกระเป๋าข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าสะดุ้งออกจากความคิดที่ล่องลอย พร้อมกับยกกระเป๋าขึ้นมาไว้บนตัก
เด็กสองคนนั่งเบียดกันในเบาะอันเดียว
ในขณะนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกว่า นรกกำลังมาเยือน
...
เสียงถุงพลาสติกดังกรอบแกรบ เด็กผู้ชายที่อายุน้อยกว่าดึงหนังสือสุภาษิตสำนวนไทยขึ้นมาดู
พี่ชายหรืออาจจะเป็นลูกพี่ลูกน้องชะเง้อหน้าเข้ามาดูด้วยความสนใจ

ทั้งสองคนนั่งมองภาพประกอบพร้อมกับชี้ภาพต่างๆอย่างสนุกสนาน
เสียงหัวเราะคิกคักเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ
"ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่....นี่ๆดูนมไก่ซิ มีสองอันเอง ลูกตั้งสามตัว"
"อันนี้เขาเปรียบเทียบ ไก่มีนมที่ไหนเล่า" เด็กผู้ชายที่โตกว่า พูดแย้งขึ้น
เด็กชายทั้งสองนั่งพิจารณาภาพพร้อมกับเด็กผู้ชายตัวเล็กหัดอ่านประกอบไปด้วย

บางครั้งก็อ่านผิด บางครั้งก็อ่านถูก ด้วยเสียงอันดัง ผิดทีถูกทีก็ได้ยินไปทั่วทั้งรถ


ผู้คนต่างนั่งฟังเด็กทั้งสองอ่านหนังสือสำนวนไทยอย่างตั้งใจโดยไม่รู้ตัว และแต่ละคนก็อมยิ้มไปตามความไม่ประสีประสาของเด็กชายสองพี่น้อง
ข้าพเจ้าก็ด้วย
...
รถประจำทางจอดเลยทางเข้าบ้านเด็กทั้งสองคนมาหน่อยนึง เป็นเพราะเด็กทั้งสองมัวแต่อ่านหนังสือเล่นกันจนเกินไปเสียเพลิน จนลืมกดกริ่ง
"ถึงแล้วหรอ ไวจังเลยวันนี้" เด็กผู้ชายตัวเล็กหันไปบ่นกับเด็กผู้ชายที่ดูอายุมากกว่าแล้วก็วิ่งลงไปจากรถพร้อมกันทั้งคู่
"เออ ไอ้เด็กสองคนนี่มันน่ารักดีเนอะ"เสียงป้าคนที่นั่งข้างหน้า พูดลอยขึ้นมา
...
เด็กทั้งสองคนทิ้งสิ่งหนึ่งไว้ในรถโดยไม่รู้ตัว
ทั้งสองทิ้งรอยยิ้มและความสุขเล็กๆไว้ให้กับทุกๆคน รวมทั้งข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าก็อยากจะบอกกับเด็กทั้งสองเหมือนกันว่า

"การเดินทางของข้าพเจ้าก็สั้นลงเช่นกัน เพราะเวลาแห่งความสุข มักผ่านไปเร็วเสมอ"


ยังเหลืออีกหลายหลักกิโลเมตรกว่าจะถึงที่หมาย
ข้าพเจ้าหยิบสมุดบันทึกขึ้นมา เปิดไปในหน้าที่ว่างอยู่
สำนึกความเป็นคนของข้าพเจ้ากลับมาเช่นเดิมเมื่อข้าพเจ้าได้บันทึกสิ่งที่พบเห็นกับตัวเอง
เมื่อมองไปในที่นั่งในรถคันเดียวกัน
ข้าพเจ้าพบเห็นเพื่อนร่วมทาง
และรู้สึกว่าวันนี้รถโดยสารไม่ได้วิ่งช้าไปอย่างที่ข้าพเจ้าเคยรู้สึก

แต่ไปด้วยความเร็วกำลังดี

ดีพอที่ข้าพเจ้าจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้าโดยไม่ลืมจิตสำนึกที่ดีไว้ข้างหลัง
และเร็วพอที่ข้าพเจ้าจะได้มองหน้าต่างข้างๆแล้วเห็นความเป็นไปของผู้คน

ที่โดนข้าพเจ้าสังเกตโดยไม่รู้ตัว





Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ่านแล้วมีความสุขจังค่ะ
ชอบการเขียนสไตล์นี้จัง ขอแอดไว้นะคะ

#1 By TangMay on 2007-08-26 20:41

ชอบจัง
เรื่องระหว่างทางซับใจดีค่ะแบบนี้

เราว่าอาจจะต้องเปิดใจรับด้วยมั้งคะ
ถ้าอยู่ในอารมณ์ขุ่นสุดขีด หรือโดดเดี่ยวอยู่ ในห้วงความคิด
ของตัวเอง อาจจะไม่แทรกซึมเข้าไปในใจได้เลย เผลอๆ
อาจจะเป็นในทางตรงกันข้ามด้วยสิ

#2 By moodee on 2007-08-26 22:52

แลรอบตัว ไม่หม่นมัว ยั่วยิ้มยินดี
ถึง อสุ-Ji
สวัสดีครับ ก่อนอื่นคงต้องบอกว่ายินดีที่ได้รู้จักครับ อันที่จริงผมเห็นชื่อ คุณ อสุ-Ji มาตั้งแต่บล็อคของคุณมนุษย์ในกล่องหลายทีแล้วครับ แต่ไม่มีโอกาสแวะเข้ามาที่บล็อคนี้ซะที ต้องให้คุณอสุ-Jiเป็นฝ่ายเข้าไปเยี่ยมเยือนที่บล็อคของผมก่อน ต้องขอโทษด้วยนะครับ ยังไงตอนนี้ขออนุญาตแวะเข้ามาเยี่ยมชมบล็อคของ คุณ อสุ-Ji หน่อยนะครับ

#4 By Old Mustang on 2007-08-27 00:40


เวลาแห่งความสุข........

มักจะผ่านไปเร็วเสมอ

ถ้าเรา........

เอาแต่คิดในสิ่งที่เป็นทุกข์

#5 By Juninyá on 2007-08-27 06:00

ขออภัยครับ แก้ลิงค์เว็บแล้วครับ

#6 By ตุ้ย since 2006 on 2007-08-27 08:38

'รงค์ วงศ์สวรรค์
บอกว่า
"การเดินทาง คือสายตาของนักเขียน"

#7 By julluj on 2007-08-27 17:14

#8 By แพนนะ (202.28.50.7 /202.28.50.14) on 2007-08-27 17:15

นานๆ คอมเม้นท์ทีนะครับ... ขอโทษด้วยที่มักมาแล้วแอบซุ่ม


นี่แหล่ะครับความสุขที่หาได้ง่ายๆ ข้างๆ ตัวเพียงแค่เราใส่ใจกับสิ่งรอบข้างสักหน่อยเราก็จะพบกับความแตกต่างที่ทำให้ชีวิตเราสมดุล อยู่กับความเป็นมนุษย์บนโลกนี้ได้อย่างแท้จริงครับ...

#9 By ปอนปอน on 2007-08-27 18:28



มีความสุข แบ่งปันความสุข สุขจริงๆ

#10 By ♪♫...KIMSUNG...♪♫ on 2007-08-28 20:35

ขณะที่เราคิดว่านรกกำลังจะมาเยือน
บางทีมันอาจเป็นสวรรค์ก็ได้เนอะ

#11 By anu_zz on 2007-08-30 16:27

ความสุขรายรอบตัว
อยู่ที่เราจะมองเห็นและเปิดรับมันหรือไม่เท่านั้นเอง

#12 By ป้าหมู on 2007-08-31 09:06

เฮ้อ....อยากเก็บแต่สิ่งดี-ดีที่เข้ามาในชีวิต..แต่โลกของครวามเป็นจริงสิ่งที่ดีทีน้อยซะเหลือเกิน...
อ่านแล้วรู้สึกดี..เด็ก...ที่ไร้เดียงสา..ดูยังไงก็น่ารัก...แต่พอโตขึ้น..เฮ้อ...แปลกดีเนอะ..เวลาของครวามสุขมันเกิดขึ้นได้เสมอ..แต่เลือกที่จะมองมันให้เป็นครวามสุขได้ดีแค่ไหน...มันสำคัญที่ตรงนั้น

#13 By NuRsEKinGDoM on 2007-08-31 22:15

อา...ชอบจัง เรื่องดีๆแบบนี้ ไม่รู้ซินะผมว่า เวลาผ่านไปเร็วเสมอไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข แปปๆก็พรุ้งนี้แล้ว

#14 By Crozzax on 2007-09-02 15:25

ูู^^

#15 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2007-09-03 00:09

สุขขีๆ

#16 By nami on 2007-09-03 11:49

อ่านแล้วแอบอมยิ้ม

ผมก้ชอบเก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆระหว่างทางเหมือนกันครับ เพลินดี เผลอๆอาจมีเรื่องดีๆเข้ามาให้ประหลาดใจ.

#17 By yatiko on 2007-09-03 12:54

เด็ก ๆ เค้าก็ใสซื่อบริสทธิ์แบบนี้แหละเนอะ

#18 By เจ้าชายน้อย on 2007-11-03 22:37

เง้อ

#19 By s.mile on 2009-01-24 23:34