ผม/รัก/ฉัน (1)

posted on 18 Jan 2012 00:45 by asuji7832 in I-think

 

 

(๑.)

 

"ความรักที่โปรยปรายเป็นละอองฝนในฤดูหนาวของผมในปีนี้ มันทำให้ผมหนาวขึ้นอย่างน่าเศร้า มันเหมือนละอองน้ำที่ฉีดพรมลงมาเพียงชั่วครู่ให้ต้นไม้ต้นเล็กๆ อย่างผมได้ชื่นใจเพียงเสี้ยวนาทีหนึ่ง ก่อนจะทิ้งผมให้ยืนอาบแดดไปทั้งวันอย่างไม่ใยดี ต่อไปนี้ความรักของผมคงจะเข้าสู่ฤดูร้อนอันแห้งแล้ง มีแต่ลมและไอแดดแห้งๆ พัดผ่านผมไป"

----

 

เรื่องราวที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับผมและแทงผมให้ตายอย่างร้ายกาจ เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาอากาศหนาวเย็นเข้ามาสัมผัสผมเบาๆ ก่อนจะทวีความเหน็บหนาวขึ้นเมื่อเข้าสู่กลางเดือนธันวาคม ทว่า สิ่งๆ หนึ่งที่เข้ามาในชีวิตผมช่วงนั้น กลับทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นเหมือนได้เดินอาบแดดในตอนเช้า สดชื่นจนเกือบจะคุ้มคลั่ง และมันทำให้รสชาติทุกรสที่ผ่านปากของผมไปช่างหอมนุ่มและหวานลิ้นไปเสียทุกอย่าง ความรู้สึกลอยละลิ่วเช่นนี้เกิดขึ้นกับผมด้วยดอกไม้ดอกเดียวที่ถูกนำมาส่งให้ผมทุกเช้า โดยใครคนหนึ่งที่ผมไม่รู้ว่าเป็นใคร

ดอกคาร์เนชั่นสีชมพูถูกส่งมาให้ผมที่บ้านทุกเช้าตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนพร้อมการ์ดใบเล็กๆ ที่เขียนเป็นรูปหน้ายิ้ม ":)" เท่านั้น ไม่มีถ้อยคำ ไม่มีชื่อคนส่ง ไม่มีข้อมูลและเบอร์โทรกลับใดๆ ที่จะบอกผู้รับเลยว่าใครเป็นคนให้มา

"มันดูแปลกๆ นะ โรคจิตแถวไหนส่งให้ตัวหรือเปล่า" น้องสาวผมมองเจ้าดอกคาร์เนชั่นสีชมพูที่เสียบกองรวมอยู่ในแจกันอย่างไม้ไว้วางใจ พร้อมกับเสนอให้ผมไปถามเจ้าของร้านดอกไม้ ผมเห็นด้วยกับเธอ จึงคว้าจักรยานออกปั่นไปทางตลาดเพื่อถามเจ้าของร้านว่าใครเป็นสั่งให้ส่งเจ้าดอกไม้นั้นให้ผมทุกเช้าโดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ

เพียงครู่หนึ่ง สองขาของผมก็พาผมมายังจุดหมายปลายทาง ร้านดอกไม้นี้เป็นร้านธรรมดาตั้งอยู่ในห้องแถวคูหาเดียวกลางตลาดของเมือง ภายในร้านมีเพียงผู้หญิงสองคนที่กำลังจัดดอกไม้สดสำหรับงานศพอย่างขมักเขม้น เมื่อผมเดินเข้าไปได้เล็กน้อย หญิงสาวที่หันหน้าออกมาหน้าร้านก็เงยหน้าขึ้นและทักผมเหมือนรู้จักกันมานาน

"สวัสดีคะ ชั้นคิดอยู่แล้วว่าคุณต้องมา ไม่วันใดก็วันหนึ่ง" เธอพูดยิ้มๆ และละมือจากงานที่ทำอยู่เพื่อเข้ามาคุยกับผม

"คุณบอกว่า..คุณคิดว่าผมต้องมาหาคุณอย่างงั้นหรือ" หน้าผมในตอนนั้นน่าจะมีแต่ความฉงนฉงาย เมื่อพบว่าตัวเองกำลังถูกคนๆ หนึ่งรอต้อนรับอยู่โดยไม่รู้ตัว

"คุณคาร์เนชั่นสีชมพู พร้อมการ์ดรูปรอยยิ้ม" เธอพูดพลางกวาดนิ้ววาดไปตามปากเมื่อพูดคำว่ายิ้ม

"ใช่ ผมมาเรื่องนี้ ผมอยากรู้ว่าใครส่งดอกไม้มาให้ผมทุกวัน"

"ชั้นก็ไม่รู้ค่ะ" เธอตอบพลางยักไหล่แบบจนใจ "ชั้นเปิดร้านตอนตีห้า ก็พบคนเอาเงินใส่ซองพร้อมการ์ดใบนั้นเหน็บไว้ที่ประตูร้านทุกวัน มันบอกว่าให้ส่งถึงคุณ"

"ผมขอดูซองหรืออะไรก็ได้ที่เขาส่งมาให้คุณจะได้ไหมครับ"

"ได้สิ" เธอเดินไปที่หลังร้านอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกลับมาพร้อมกับปึกซองจดหมายสีขาวธรรมดา มันเป็นซองที่หาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป ไม่มีข้อความใดๆ ที่เขียนไว้บนซอง ผมดึงจดหมายภายในซองออกมา เป็นลายมือที่ผมไม่คุ้นเคยเลยสักนิด เนื้อความเขียนสั้นๆ ว่า ส่งดอกคาร์เนชั่นสีชมพูหนึ่งดอกให้บ้านเลขที่ 23/241 ซึ่งเป็นบ้านเลขที่ของผมเอง เมื่อผมดูในซองอื่นๆ ผมก็พบว่ามันไม่ได้ต่างกันออกไปเลย

"คุณไม่เคยเห็นคนส่งเลยหรือครับ" เธอส่ายหน้าแทนคำตอบ ผมขอซองทั้งหมดนี้กับเธอ เธอยกให้ผมอย่างว่าง่ายยกเว้นอย่างเดียวที่เธอไม่ยกให้ผม สิ่งนั่นคือ "เงินทอน" 

"เงินที่ใส่มาในซอง มีบ้างที่เกินมาเล็กน้อย ชั้นคิดว่าเงินส่วนนี้ควรเก็บไว้ให้เจ้าตัวจะดีกว่า เผื่อเขาจะเปลี่ยนใจหันมาสั่งดอกไม้ด้วยตัวเขาเอง"

"ก็ดีครับ ผมก็หวังว่าเขาจะเดินมาส่งดอกไม้ให้ผมด้วยตัวเองเหมือนกัน" ผมกล่าวกับเจ้าของร้านแค่นั้นก่อนจะผละออกมา ระหว่างปั่นจักรยานกลับบ้าน ผมพยายามนึกว่าลายมือเหล่านี้จะเป็นของใครที่ผมรู้จักบ้างหรือเปล่า ทว่า ไม่มีความคุ้นชินหรือคุ้นเคยใดๆ เข้ามาสะกิดใจผมสักนิด ผมปั่นจักรยานกลับบ้านโดยใช้สัญชาติญาณมากกว่าผัสสะทั้งหมดที่มี ใจและความคิดมันหวนประหวัดถึงผู้คนต่างๆ ที่พานพบ ทั้งที่ผ่านไปและผ่านมา จะเป็นไปได้ไหมที่จะมีใครสักคนหนึ่งในนั้น ทั้งรู้จักและไม่รู้จักเป็นเจ้าของดอกคาร์เนชั่นสีชมพูเหล่านี้

 

 

 

 

 

 

ปล.หากชอบก็ติดตามตอนต่อไปนะ




 

 

 
http://yasir82.deviantart.com/art/Alone-in-the-Crowd-147238216
 
 
 
 
ในวันที่เธอและฉันยังอยู่
เราเดินผ่านกันและกันเหมือนฝุ่นที่ฟุ้งกระจาย
เป็นเพียงลมที่วูบมาและหายไป
รู้สึก แต่ ไม่รู้จัก
 
ในวันที่เธอและฉันยังอยู่
เราไม่รู้จักคำว่าสายเกินไป
เราเก็บคำพูดเอาไว้ใต้หมอน...หนุนนอน เพื่อหลับฝัน
เพื่อตื่นมาไม่รู้จักกัน
 
 
ในวันที่เธอและฉันยังอยู่
เรากำลังรอวันที่เธอและฉันไม่อยู่
เพื่อคร่ำครวญคำพูดทุกอย่างที่เก็บไว้
เพื่อร้องไห้ ... และเพ้อถึง
 
เพื่อรู้สึกได้ว่าเรารู้จักกัน
เพื่อรู้จักตัวเอง
เพื่อรู้จักฉันและเธอ
 
 
pic credit : http://yasir82.deviantart.com/art/Alone-in-the-Crowd-147238216

การวัด (The measurement)

posted on 27 Dec 2010 01:31 by asuji7832
 
 
 
 
 
 
การวัดคุณค่าของฐานะ
 
คำพูดนั้น หากใช้ได้ไม่รอบคอบ มันจะกลายเป็นสิ่งที่วัดค่าของสิ่งต่างๆ ไปทันที โดยเฉพาะในความเป็นสื่อ หากเราไม่ระมัดระวังพอ คำที่ใช้ออกไปในการสื่อความหมาย มันจะกลายเป็นคำที่ติดไปกับสิ่งที่นำเสนอตลอดชีวิต
ช่วงหัวค่ำ ข่าวทางสถานีไทยพีบีเอสนำเสนอความเป็นอยู่ของชาวไทยภูเขาที่อาศัยอยู่ในจังหวัดน่าน
ใน คำพูดบรรยายและคำบอกกล่าวของพิธีกรดำเนินรายการ มีหลายครั้งและมากครั้งที่พูดว่า "ชาวไทยภูเขาเหล่านี้มีความเป็นอยู่อย่างยากจนและแร้นแค้น"
ข้าพเจ้าดูพลางคิดไปพลางว่า "เอาสิ่งใดมาวัดว่ าคนเหล่านี้ ยากจนและอยู่อย่างแร้นแค้น"
นาทีถัดมาหลังจากคำถามที่ตั้งยังไม่จางไป ในรายการกลับดำเนินมาว่า ถึงแม้ผู้คนในหมู่บ้านจะมีความเป็นอยู่อย่างยากจน แต่เขากลับไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไรเลย เนื่องจากการดำเนินชีวิตของพวกเขาต่างอยู่อย่างพึ่งพาธรรมชาติ 
 
ตกลงแล้วความยากจนในที่นี้เป็นความเดือดร้อนของชาวบ้านหรือเป็นความเดือดร้อนในทัศนะของผู้ดำเนินรายการ(และเราๆ) กันแน่

 
เมื่อสองเดือนก่อนที่อาไฮ้ หมู่บ้านเทอดไทย อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
ณ หมู่บ้านอาข่าแห่งนี้ ทำให้ข้าพเจ้ารู้จักคำว่า "พอ"
ในชีวิตหนึ่ง หากเรามีกินโดยไม่ต้องซื้อ แต่แค่ออกแรงไปหา
เรามีเสื้อผ้าใช้ แค่เพียงเรานั่งเย็บ
เรามีชาดื่ม จากใบชาที่เราทำเอง
มีเพื่อนบ้านไว้ให้สนทนา
มีเหล้าป่าให้ดื่มฟรี
มีตะเกียงให้เเสงสว่าง
มีป่าที่ให้อาหารและสมุนไพร
แต่เราไม่มีเงิน
...

สิ่งเหล่านี้เรียกว่าความยากจนอันแร้นแค้นหรือไม่?
 
สุดท้ายเราก็ต้องตีกลับมาว่า เราใช้อะไรมาวัดความยากจนและความแร้นแค้นของผู้อื่น
หากเราวัดด้วย บ้านหลังเล็กๆ ที่มีขนาดแคบเพียงห้องเก็บของ
วัดจากยอดเงินในบัญชี
วัดจากทรัพย์สินที่เขามี
ถ้าหากเราวัดคนอื่นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยทัศนคติเช่นนี้ .. เรานั่นเองที่ผู้แร้นแค้นทางทัศนวิสัยเสียเอง
 
 

 
 

come back :)

posted on 20 Dec 2010 16:06 by asuji7832 in My-Life
 
 
 
ไม่ผิดเลยกับคำที่ว่า ยิ่งปล่อย ยิ่งทื่อ
หลายครั้งที่การเดินทางมากมายในชีวิต มีอะไรมากมายให้บันทึก แต่ข้าพเจ้ากลับปล่อยมันไป
ตัวอักษรของชีวิตหลายร้อยล้านตัวได้หลุดลอยไปกับสายธารแห่งกาลเวลาอย่างไม่หวนกลับ
น่าเสียดาย....
 
เติบโตขึ้นมากเท่าไหร่ เราก็พบว่าใต้ฝ่าเท้าที่เรายืนนั้นกว้างยิ่งนัก
เดินเท่าไหร่ก็ไม่อาจจะท่องไปได้หมด ตรงกันข้าม ในสายทางเส้นนั้นกลับมีหลุม บ่อ และปลักโคลนอยู่มากมาย
บางครั้งเราจมอยู่กับปลักโคลนแห่งอุปสรรคจนไม่คิดว่าไม่อาจจะออกมาได้อีกแล้ว
หลายครั้งเราตกหลุมจนบาดเจ็บ จนคิดจะเลิกเดินต่อ
แต่เพราะลมหายใจมันไม่หยุด เราจึงต้องเดินต่อ...นี่ใช่มั้ยที่เค้าเรียกว่า "ชีวิต"
 
ความสม่ำเสมอกับความมีวินัย คือสิ่งที่นักเขียนและนักอยากเขียนทุกคนต้องมี
แต่ที่ผ่านมาข้าพเจ้าก็ไม่ได้มีเลยสักครั้ง
เพราะมัวแต่ให้คำว่า "ถึงที่สุด" มาก่อน จึงจะเริ่มเขียน
แต่เมื่อไม่เริ่มต้น มันจึงไม่มีสิ่งใดๆ ผลิดอกออกมา
 
น่าเสียดายและน่าเสียใจ
ที่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาจนบัดนี้
 
ถือโอกาสฤกษ์ดียามดี ขอเปิดบ้านอีกครั้ง ณ EXTEEN
 
:)
 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ฉันไม่สามารถอธิบายมันได้
มันขมุกขมัวยุ่งเหยิงอยู่ภายใน
เหมือนไหมพรมก้อนใหญ่ที่พันกันอีรุงตุงนัง
ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ
ไม่รู้จุดจบ
ไม่รู้ว่าอะไรมันเริ่มจากตรงไหน
ในไหมพรมก้อนนั้น
เมื่อฉันมองไป -ฉันเห็นแต่ความยุ่งเหยิง

 

....

 

จะมีสักกี่ครั้งที่ความบ้าบิ่นจะกลายเป็นหางเสือ
สักครั้งที่อารมณ์จะอยู่เหนือเหตุผล
ความต้องการ ความปรารถนา ความรุ่มร้อนในใจ
มันลุกไหม้เป็นเชื้อเพลิงให้กับชีวิต
และฉันก็เดินเข้าไปในกองเพลิงนั้น
ยอมให้มันมอดไหม้ เพื่อแลกกับสิ่งที่ช่างว่างเปล่าและเจ็บปวด

 

....

 

มนุษย์หาเหตุผลให้กับการกระทำของตนเองไม่ได้ในสิ่งที่เรียกว่าลุ่มหลง
หนึ่งเหตุผลที่เราบ้าคลั่ง นั่นเป็นเพราะ เรารู้สึกได้ว่ามันเกือบจะเป็นของเรา
ต้องการครอบครอง ต้องการเป็นเจ้าของ
ก้อนเนื้อก้อนนั้นที่เราต้องการ หัวใจเขาไม่ใช่ของเรา
แล้วเราจะบ้าคลั่งไปเพื่ออะไร
ในเมื่อสุดท้าย เดี๋ยวความว่างเปล่าอันน่าชิงชังจะกลับมาเยือน

.....