posted on 27 Apr 2008 22:30 by asuji7832 in My-Life
1.
เมื่อตอนข้าพเจ้ายังเป็นเด็กน้อย ข้าพเจ้าจำได้ว่าถนนที่ข้าพเจ้าวิ่งเล่นไม่ได้เป็นคอนกรีตที่แข็งด้านเช่นนี้ แต่เป็นลูกรังสีแดง ที่เต็มไปด้วยกรวด ดิน หินก้อนเล็กๆ
เวลาเราแข่งจักรยาน ตอนเบรกจะต้องระวังกรวดละเอียดเหล่านี้ไม่ให้รถเสียหลัก
เพราะถ้าล้มลงไป แผลที่ได้มาจะถูกกรวดบาดเป็นทางและมีหลายแผลให้นอนช้ำอยู่หลายที่ และเราก็ได้แข่งจักรยานสนุกขึ้นเมื่อมีคอนกรีตเข้ามา ทางมันลื่น เร่งได้แรงและไม่ต้องกลัวว่าจะล้มลงไปครูดกับกรวดเหล่านั้นอีกแล้ว แต่เมื่อรถล้มเราก็ได้รู้ว่า ไม่ว่าจะเป็นคอนกรีตหรือลูกรัง มันก็เจ็บพอๆกัน
...
ข้าพเจ้าย้ายบ้านมาอยู่จังหวัดใกล้เคียง เพื่อนร่วมห้องของข้าพเจ้าอยู่ไกลกว่าที่เคยมาก จนข้าพเจ้าต้องขีจักรยานข้ามหมู่้บ้าน เพื่อไปหาเพื่อนเ่ล่น ทางเป็นลูกรังเหมือนที่เดิมที่ข้าพเจ้าจากมา แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ปั่นจักรยานเพื่อแข่งแบบเด็กๆอีกต่อไปแล้ว
ข้าพเจ้าปั่นเพื่อไปยังจุดหมายหนึ่ง ที่มีความสุขเล็กๆรอข้าพเจ้าอยู่
ในสมัยนั้น การได้ไปหาเพื่อเพียงครึ่งชั่วโมงก็สุขมากมาย แม้ว่าจะเสียเวลาปั่นไปหาตั้งค่อนชั่วโมงก็ตาม
โลกของเด็กสมัยข้าพเจ้านั้น ไม่อันตราย เดินทางไปตามลำพังโดยที่ผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องห่วง ออกวิ่งเล่น - เที่ยวเล่นโดยไม่ต้องกลัวคนแปลกหน้า มีเงินห้าบาทสิบบาทก็อิ่มท้องได้ไปวันนึง เผลอๆได้กินฟรีอีกต่างหาก แต่นั่นก็ผ่านมาหลายสิบปีมาแล้ว
...
ถนนลาดยางมะตอยคืบคลานเข้ามาแทนที่ แต่มันเป็นการก่อสร้างที่แปลก
ถนนมีการลาดยางครั้งล่ะประมาณ 1- 2 กิโลเมตรต่อปี แถมยังปะกันประมาณสองถึงสามครั้ง เวลาข้าพเจ้าปั่นจักรยาน จะรู้สึกว่าเหมือนปั่นจักรยานแบบผจญภัยที่ลักษณะสนามมีหลายรูปแบบให้ปั่น ตั้งแต่ทางเรียบ ทางขรุขระเล็กน้อย(ที่เป็นรอยปะ-กลบหลุม) และทางวิบากที่เป็นลูกรัง+หลุม
ข้าพเจ้าเคยถามพ่อว่าทำไมไม่สร้างทีเดียวให้มันเสร็จ
แต่คำตอบออกมาก็คือ ความเงียบที่ไม่มีคำตอบ
2.
เมื่อวันก่อนข้าพเจ้าขี่มอเตอร์ไซค์คันแก่ ไปทางเดิมที่ข้าพเจ้าไม่ได้ไปนานแล้ว
ตั้งแต่ ม.3 ที่แยกย้ายกันไป ที่นี่ไม่เคยเปลี่ยน มีแต่ถนนที่เปลี่ยน เพราะเป็นยางมะตอยที่ราดไว้ลื่นอย่างดี
เส้นทางที่ทำไว้มาบรรจบกันจนหมด
ถนนที่ถม กลบ ทำ มาหลายเที่ยว...
ถนนที่พังแล้วสร้างใหม่อย่างไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่?
ข้าพเจ้าเห็นรอยชำรุดบางรอยที่รอตีแผ่เป็นวงกว้างไว้ให้ซ่อม และหลุมบางช่วงที่รอให้ใครมาปะ
แม้แต่ถนนก็ยังมีแผล ทั้งๆที่ตัวมันเองเป็นเพียงเ้ส้นทางให้ใครได้ผ่านมาผ่านไปเท่านั้นแท้ๆ
ทั้งๆที่มันไม่เคยล้มลงเลยสักครั้งนึง...
3.
ในการทำถนนที่ข้าพเจ้าเคยใช้สัญจรผ่านไปมา
ไม่เคยมีการสร้างครั้งไหนที่ทำใ้ห้ข้าพเจ้าใจหาย และเศร้าใจไปเท่ากับถนนหน้าโรงเรียน
ต้นยางต้นใหญ่ ที่เคยอยู่ฝั่งซ้ายมือติดคลอง กลายเป็นส่วนเกิน
เมื่อข้าพเจ้าเดินมาโรงเรียนในวันรุ่งขึ้นข้าพเจ้าก็พบว่าต้นยางต้นนี้หายไปแล้ว
มีแต่ถนนทีกว้างขึ้นและรถบดที่วิ่งทับตอไปมา ส่วนต้นยางนั้นได้ถูกแปรรูปไปเป็นอะไรสักอย่างหนึ่ง
ในเวลานั้นเวลานั้น เวลาข้าพเจ้าเดินผ่านจุดที่มีต้นยางยืนอยู่ น้ำตามันมักจะพลอยคลอซึมขึ้นมาทุกครั้ง
แต่มันก็หายไปพร้อมกับความจำที่เลอะเลือนว่า ตรงไหนที่เคยมีต้นยางอยู่
เมื่อยางมะตอยกลบทับจนเรียบเนียน พร้อมกับเส้นเหลืองที่ขีดเป็นทางยาวมา
มันทำให้ข้าพเจ้าพบว่า...ถนนนี้เหมือนไม่เคยมีต้นยางต้นนั้น
นี่คงเป็นครั้งที่ล้าน ที่ข้าพเจ้าขี่มอเตอร์ไซค์คันแก่ทับตอต้นยางที่อยู่ใต้ถนน
เราเลยผ่านไปโดยไม่เคยนึกด้วยซ้ำว่าเคยมีอะไรอยู่
และเคยรู้สึกอย่างไงกับมัน
...
ก็เหมือนกับการดำเนินชีวิต ที่ต้องก้าวเลยผ่านไปทั้งๆที่อยากจะหยุดอยู่ตรงนี้ให้นานๆ
หรือแกล้งลืมบางอย่าง เพื่อจะได้อยู่เดินทางอยู่บนถนนสายชีวิตที่ง่ายขึ้น
เป็นธรรมดาที่บางสิ่งที่ได้มา ก็ต้องแลกกับการสูญเสียอะไรสักอย่างหนึ่ง..
โดยที่ไม่มีการต่อรองและเราก็ต้องทำใจ
...
posted on 04 Apr 2008 21:09 by asuji7832 in My-Life
ข้าพเจ้าพูดไม่ได้เต็มปากนักว่าเป็นคนอุดมไปด้วยความรัก
อาจเป็นเพราะบางครั้ง เราไม่ได้ดำเนินชีวิตด้วยความรัก
แต่เราใช้ชีวิตโดยใช้พลังแห่งความเกียจชังเป็นแรงผลักดัน
หลายๆครั้ง ไฟอิจฉามันก็มอดไหม้ตัวของเราเอง
แต่เรามักไม่เคยโทษตนเป็นอันดับแรก และความผิดมักจะถูกผลักไส
ผลักไสให้เป็นความผิดของสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ตัวเรา
และเราไม่ใช่คนที่ผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ สิ่งอื่นต่างหากที่ทำให้เราทำอะไรผิดๆ...
เรามักจะเชื่อเช่นนั้น และยอมจำนนกับความผิดของตนเองก็ต่อเมื่อเข้าเนื้อตนจริงๆ
ข้าพเ้จ้าเห็นว่า คนที่ดำรงชีวิตด้วยความโกรธเกลียดไม่ใช่คนผิด
แต่คนที่รู้ตัวว่าผิดแต่ไม่ยอมรับต่างหากที่ผิด
อาจเป็นเพราะ...ข้าพเจ้าคิดว่า โดยปกตินิสัยของคน ควรจะมีความรับผิด - รับชอบในสิ่งที่ตนกระทำ
เนื่องจากการกระทำของเรา บางครั้งอาจจะเป็นลูกขาวของสนุ้กที่ไปกระทบลูกอื่นๆอีกก็ได้ โดยที่บางคราวผลกระทบของมันอาจจะนอกเหนือไปจากทิศทางที่เราอยากให้มันเกิดขึ้นหรือพาไป และสุดท้ายไม่ว่าลูกจะลงหลุมหรือไม่ เราก็ควรยอมรับ ไม่ใช่พูดจาแก้ตัวพร้อมกับขอวางลูกใหม่ ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย แถมยังเสียความน่าเชื่อถือของตนไปโดยเสียเปล่าอีกด้วย
เมื่อทำผิดไม่อยากนักหรอกที่จะกล่าวคำว่า ขอโทษ
เพราะคำคำนี้ ไม่ใช่คำต้องห้ามหรือเมื่อพูดออกมาก็ไม่มีใครต้องเสียชีวิต
แต่ถ้าหากไม่พูดออกมา อาจจะมีคนต้องเสียชีวิตเพราะช้ำใจตายกับความไร้น้ำใจ
และถ้าหากเราพาตัวเองไปในจุดที่พลาด
ก็ไม่ยากที่จะพูดกับตัวเองว่า ช่างมัน
คนที่พลาดไม่ใช่คนผิด
แต่คนที่ผิดคือคนที่ไม่ยอมรับในสิ่งที่พลาด
เราต่างก็เจอทั้งสิ่งที่ผิดและสิ่งที่พลาด
มันก็คงไม่ยาก ที่จะพูดว่า ขอโทษ กับตัวเอง
เหมือนกับคำที่ว่า " เราต้องwrong จนกว่าจะเจอกับสิ่งที่ใช่ "
posted on 15 Mar 2008 21:40 by asuji7832 in I-think
ตอนฉันเกิด แม่ของฉันทำหมึกดำหยดลงไปในถังสี
มันเจือจางเป็นสีเทาอ่อน
แต่แม่เห็นว่าไม่เป็นอะไร แม่จึงแต้มพู่กันลงไปแล้วก็วาดฉันออกมา
...
วันนี้ฉันลองหยิบพู่กันในกล่องของแม่ขึ้นมา
ฉันแต้มสีชมพูแล้วแต้มลงไปบนหน้าอกข้างซ้าย
รู้สึกดีจัง....
ฉันถือพู่กันสีชมพูเดินแต้มสิ่งนั้น สิ่งนู้น สิ่งนี้ ไปเรื่อยๆ
โลกของฉันกำลังเป็นสีชมพู มันสวยงาม และเต็มไปด้วยความคาดหวัง
ฉันได้กลิ่นของความไหวหวั่นอยู่นิดๆ แต่ตอนนี้ทุกอย่างกำลังสวยงาม
ฉันไม่อยากจะสนใจอะไรไปมากกว่านั้น ฉันมีความสุขจัง
อยู่ไม่นาน สายฝนก็พรำลงมา สีชมพูทุกชะล้างไปทีละนิด
ฉันยืนอยู่ท่ามกลางเสียงฟ้าร้อง และฝนที่กระหน่ำมาไม่ขาดสาย
แม่วิ่งเข้ามากอดฉัน และจับตรงหน้าอกข้างซ้ายเบาๆ
เพียงแม่สัมผัสกับมันเบา ๆ แต่ฉัน...เจ็บ...เหลือเกิน
ฉันซบหน้าลงกับไหล่ของแม่ และเราสองคนก็พากันเข้าไปในบ้านสีส้มอ่อน
ฉันรู้สึกได้ว่าลมหายใจของฉันแห้งแล้งเหมือนฤดูใบไม้ร่วง
ผิวของฉันซีดขาวเหมือนกระดาษ
จิตใจของฉันเป็นสีเทาหม่น และสีชมพูที่ทาบอยู่กับอกของฉันก็กลายเป็นเพียงคราบจางๆ
แต่เหมือนสีจะซึมเข้าผิวหนังฉันเกินไปหรือเปล่า
มันถึงเป็นแผลลึกๆอย่างเจ็บปวด
...
นั่นเป็นเหตุการณ์ตอนที่ฉันอายุ สิบสี่
..
พอโตขึ้นฉันเพิ่งรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วสีสันของฉันมีมากว่าสีในถาดสีของแม่
สีบางสีก็เปลี่ยนเป็นสีอื่นได้ภายในหนึ่งชั่วพริบตา
โลกของผู้ใหญ่ซับซ้่อนนัก ฉันเริ่มข่มสีในตัวของฉันไม่ให้ปรากฏออกมา
เพื่อจะได้โกหก
เพราะในโลกของผู้ใหญ่การโกหกเป็นเรื่องสำคัญ
ตอนนี้ฉันทำได้คล่องแล้ว และเเนบเนียนด้วย
ฉันกลับมาหาแม่ ผ้าใบของแม่เริ่มมีรอยยับ
ตรงหน้าอกข้างซ้ายของแม่มีรอยสีชมพูคล้ำอยู่หลายแห่ง
ตรงศีรษะมีลายเส้น สีสันซับซ้อนจนดูไม่ออกว่าเป็นอะไรกันแน่
ตรงฝ่ามือ มันบอบช้ำจนผ้าใบแทบขาด มีรอยเย็บอยู่เป็นแห่งๆแต่แม่ไม่เคยบ่นว่าเจ็บกับสิ่งที่พลาด
ตรงฝ่าเท้่า ขาและหัวเข่า เป็นรอยคล้ำม่วง มันบ่งบอกว่าแม้ล้มมาหลายครั้ง แต่แม่ไม่เคยหยุดก้าวต่อ
แต่วันนี้แม่ก็ยังยิ้มได้ และยืนอย่างมั่นคง สัมผัสของแม่ที่กอด พูดคุย หัวเราะ หรือหยอกล้อกับฉัน มันเป็นสีส้มอ่อนๆ ที่สว่างและอบอุ่น
แม่ย้ิอนไปเมื่อฉันสิบสี่
ฉันอายจนไม่อยากพูดถึง
แม่บอกว่าครั้งนั้นแม่ลองให้ฉันได้รู้จักกับความรัก
เพื่อที่ฉันจะได้เรียนรู้ที่จะก้าว้ขามความเสียใจและผิดหวัง
แม่ลองให้ฉันถือพู่กันเอง เพราะฉันเป็นเจ้าของชีวิต
แม่ให้ฉันเปลี่ยนสีได้ทุกเมื่อ เพื่อให้ฉันได้ลองผิดลองถูก
แม่ปล่อยให้ฉันเดินทางเพื่อให้ฉันรู้จักลุกขึ้นยืนเมื่อฉันล้ม
และแม่ไม่ได้วาดฉันให้ออกมาสมบูรณ์แบบ ก็เพื่อให้ฉันหาส่วนที่หายไปในชีวิตด้วยตัวของฉันเอง
ฉันเดินทางออกจากบ้านอีกครั้ง
แม่เดินมาส่งที่หน้าบ้าน เราร่ำลาในการลาก่อนที่ไม่ใช่่ลาจาก
เมื่อฉันเดินออกมา สีส้มอ่อนๆแห่งความหวัง ความอบอุ่นก็เริ่มจางลง
แต่มันอบอวลอยู่ในใจ
..
ฉันรู้แล้วว่าทำไมตอนฉันเกิดแม่ของฉันจึงแต้มสีเทา
เพราะแม่รู้ว่าไม่มีใครที่เกิดมาเป็นคนดีอย่างเดียว
เพราะแม่รู้ว่าไม่มีใครที่เกิดมาเป็นคนเลวอย่างเดียว
เราต่างมีดีและชั่วปะปนกัน
เป็นมนุษย์สีเทา